วัดศาลาลอย จ.นครราชสีมา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วัดศาลาลอย จ.นครราชสีมา เป็นที่สนใจขึ้นมาทันที เมื่อหลายๆ คนดูคำทำนายจาก อ.ลักษณ์ เลขานิเทศ แล้ว เพราะวัดนี้เป็น 1 ใน หลายๆ วัดที่ อ.ลักษณ์ ได้แนะนำมา จุดเด่นที่วัดนี้ได้รับความสนใจมากกว่าทุกๆ วัดเพราะ ไม่ไกลจากกรุงเทพมาก สามารถไปกลับได้ ด้วยรถส่วนตัว หรือรถโดยสารประจำทาง

วัดศาลาลอย อยู่ใน อ.เมือง สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถทัวร์ จะลงที่สถานีขนส่งใหม่ หรือเก่าก็ได้ระยะทาง ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก เมื่อลงรถทัวร์แล้วอาจเช่ารถรับจ้าง ตุ๊กตุ๊กมาได้ สำหรับผู้ที่นำรถส่วนตัวมา ก็วิ่งเส้นมิตรภาพ ตรงมาอย่างเดียว ผ่านหน้าเดอะมอลล์ ก็ตรงผ่านเมืองเข้ามาอย่างเดียว เลยแยกที่จะเลี้ยวซ้ายไปทาง จอหอ ก็ตรงมาอีกนิด จะเจอโค้งขวาใหญ่ๆ ทางเข้าวัดอยู่ตรงโค้งพอดี รถต้องจอดด้านนอก เพราะมีผู้มาวัดเยอะ แต่ทางวัดมีรถบริการรับส่งฟรี ในวัดที่ผมเดินทางมาเป็นวันอาทิตย์ผู้คนค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่ทำให้ลำบากในการเดินไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆเท่าใดนัก หากท่านจะมาที่วัดแบบเช้ามา เย็นกลับ เพื่อให้ให้เสียเวลา อาจเพิ่มโปรแกรมท่องเที่ยวระหว่างทางครับ มาวัดศาลาลอยไม่ยากครับ

ขอขอบคุณ http://www.koratnana.com

วัดศาลาลอย โคราช นครราชสีมา

SAlaLoi_2

วีรกรรม ณ ทุ่งสำริดของท้าวสุรนารี หรือที่ชาวไทยเรียกกันด้วยความคุ้นเคยว่าย่าโม ภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งนำชาวโคราชลุกขึ้นสู้รบกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ที่เข้ายึดเมืองโคราชจนแตกพ่าย และสามารถกอบกู้เมืองโคราชได้สำเร็จ ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนรำลึกถึงคุณงามความดี และกราบขอพรจากย่าโมอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังมี วัดศาลาลอย สถานที่สำคัญซึ่งใช้เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของย่าโม

ตามตำนานแห่งการสร้างวัดศาลาลอยเล่าว่าในปี พ.ศ.2370 ภายหลังจากชนะศึกแล้ว ย่าโมและท่านพระยาปลัดสามีได้แวะพักทัพในการเดินทางเพื่อกลับเมืองโคราช ระหว่างนั้นท่านได้สั่งทำแพเสี่ยงทายเป็นรูปศาลา และให้ลอยน้ำไปตามลำตะคอง โดยตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าแพลอยไปหยุดลงตรงที่ใดจะสร้างวัดขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพนั้นก็ได้ลอยมาติดตรงริมฝั่งลำตะคองอันเป็นที่ตั้งของวัดศาลาลอยแห่งนี้ ต่อมาภายหลังเมื่อย่าโมได้ถึงแก่อสัญกรรมลงเมื่ออายุ 81 ปี ในปี พ.ศ.2396 พระยาปลัดสามีของท่านได้ให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของย่าโมไว้ที่วัดศาลาลอย วัดแห่งนี้จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวโคราชสืบมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับจุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระอุโบสถที่สร้างแบบศิลปะไทยประยุกต์เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองอย่างกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนมาประดับตกแต่ง ทั้งผนังด้านหน้าอุโบสถที่เป็นภาพพุทธประวัติ ตอน มารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นภาพโลหะลายนูนจากเรื่องเวชสันดรชาดกซึ่งอุโบสถหลังนี้เคยได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีปมาแล้ว ในปี พ.ศ. 2516

Read more »

วัดศาลาลอย

E12449614-1

วัดศาลาลอยแตกต่างจากวัดไทยทั่วไป โดยมีความโดดเด่นตรงที่รูปทรงของพระอุโบสถคล้ายเรือสำเภาโต้คลื่น ซึ่งเป็นศิลปะประยุกต์ ผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ด้านหน้าอุโบสถเป็นสระน้ำ มีศาลากลางสระน้ำภายในมีรูปปั้นคุณย่าโมนั่งพนมมือและยังเป็นอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีด้วย อีกทั้งวัดศาลาลอยยังได้รับรางวัลดีเด่นด้านบุกเบิกอาคารอุโบสถทางด้านศาสนาจากสถาปนิกสยามปี พ.ศ.2516

การเดินทาง

E12449614-2
จากอนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารีไปตามถนนชุมพล ซึ่งเป็นถนนรอบเมือง เส้นที่จะไปบุรีรัมย์ ตรงไปจนถึงหัวโค้งจะพบกับทางเข้าวัดด้านซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปประมาณ 500 เมตร

Read more »

วัดศาลาลอย อำเภอเมือง, นครราชสีมา

watsalaloi2

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง ทางเข้าแยกจากถนนรอบเมืองเข้าไปประมาณ 500 เมตร อยู่ติดกับลำตะคอง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีพระอุโบสถเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี และพระอุโบสถหลังใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นลักษณะศิลปะไทยประยุกต์ โดยสร้างเป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมือง คือใช้กระเบื้องดินเผาด่านเกวียน วัดนี้ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2516

ขอขอบคุณ http://www.thai-tour.com/

วัดศาลาลอย

ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ 500 เมตร วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370

จุดเด่นของวัดอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2516

เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศิลปไทยประยุกต์ เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (13 กัณฑ์) ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์” หน้าประตูอุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี

ขอขอบคุณ http://thai.tourismthailand.org/

วัดศาลาลอย

วัดศาลาลอย ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น กับ พระยาสุริยเดช หรือ ปลัดทองคำ ปลัดเมืองนครราชสีมา ผู้เป็นสามี หลังจากที่รบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2370 หลังจากเสร็จศึกสงครามที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา คุณหญิงโมได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิฐาน หากแพรูปศาลานี้ ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สร้างพระอุโบสถขึ้น เป็นวัดศาลาลอยในปัจจุบัน

ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2395 (เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 81 ปี เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่กรรม เจ้าพระยามหิศราธิบดีได้จัดการฌาปนกิจศพที่ วัดศาลาลอยและเจ้าพระยามหิศราธิบดี ได้ก่อเจดีย์ (สถูป)บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีไว้ ณ ตรงข้ามหน้าโบสถ์หลังเก่า วัดศาลาลอย ที่ท้าวสุรนารีสร้างไว้ เจดีย์ดังกล่าวยังคงมีอยู่ ณ ปัจจุบัน และที่หน้าอุโบสถหลังเก่านี้ ปัจจุบันก็มีรูปปั้น เจ้าพระยามหิศราธิบดี หรือ ปลัดทองคำ สามีย่าโม อยู่ด้วย

จุดเด่นของวัดนี้ อยู่ที่ อุโบสถหลังใหม่ที่ก่อสร้างในรูปแบบ ศิลปะประยุกต์ คือ อุโบสถ์เรือสำเภา (โต้คลื่น) สร้างเมื่อ พ.ศ.2510 ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยามปี พ.ศ. 2516 และรางวัลจากมูลนิธิเสถียรโกเศศและนาคะประทีป ใช้วัสดุพื้นเมือง คือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียน นำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถ เป็นภาพพุทธประวัติตอน มารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (13 กัณฑ์) ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร พระนามว่า “พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์” ตรงข้ามหน้าประตูอุโบสถ มีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี

Read more »

วัดศาลาลอย นครราชสีมา

DSC02832

วีรกรรม ณ ทุ่งสำริดของท้าวสุรนารี หรือที่ชาวไทยเรียกกันด้วยความคุ้นเคยว่าย่าโม ภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งนำชาวโคราชลุกขึ้นสู้รบกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ที่เข้ายึดเมืองโคราชจนแตกพ่าย และสามารถกอบกู้เมืองโคราชได้สำเร็จ ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนรำลึกถึงคุณงามความดี และกราบขอพรจากย่าโมอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังมีวัดศาลาลอยสถานที่สำคัญซึ่งใช้เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของย่าโม

ตามตำนานแห่งการสร้างวัดศาลาลอยเล่าว่าในปี พ.ศ.2370 ภายหลังจากชนะศึกแล้ว ย่าโมและท่านพระยาปลัดสามีได้แวะพักทัพในการเดินทางเพื่อกลับเมืองโคราช ระหว่างนั้นท่านได้สั่งทำแพเสี่ยงทายเป็นรูปศาลา และให้ลอยน้ำไปตามลำตะคอง โดยตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าแพลอยไปหยุดลงตรงที่ใดจะสร้างวัดขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพนั้นก็ได้ลอยมาติดตรงริมฝั่งลำตะคองอันเป็นที่ตั้งของวัดศาลาลอยแห่งนี้ ต่อมาภายหลังเมื่อย่าโมได้ถึงแก่อสัญกรรมลงเมื่ออายุ 81 ปี ในปี พ.ศ.2396 พระยาปลัดสามีของท่านได้ให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของย่าโมไว้ที่วัดศาลาลอย วัดแห่งนี้จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวโคราชสืบมาจนถึงปัจจุบัน

Read more »

วัดศาลาลอย

2010_11_05_124344_8xpqhri6

วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานมากว่า 200 ปี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวโคราชเคารพนับถืออย่างมาก เนื่องจากวัดศาลาลอยนี้เป็นวัดที่ท้าวสุรนารีพร้อมด้วยเจ้าพระยามหิศราธิบดีสวามีของท่าน สร้างขึ้นหลังจากชนะข้าศึก รบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2370 เมื่อครั้งท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม เสร็จศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิฐาน หากแพรูปศาลานี้ ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สร้างพระอุโบสถขึ้น และได้นมัสการพระประธาน และพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาประดิษฐานไว้ และได้ชื่อวัดศาลาลอยจากนั้นมา ภายหลังที่ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วมีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีขึ้นภายในวัด วัดแห่งนี้จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวโคราชสืบมา

ปัจจุบัน จุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดนี้ อยู่ที่อุโบสถหลังใหม่ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยามปี และรางวัลจากมูลนิธิเสถียรโกเศศและนาคะประทีป พ.ศ. 2516 ด้วยความโดดเด่นในด้านศิลปะประยุกต์ ตัวอุโบสถเป็นทรงเรือสำเภาโต้คลื่นที่ใช้วัสดุพื้นเมือง คือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (13 กัณฑ์)

Read more »

อุโบสถสำเภาโต้คลื่น วัดศาลาลอย

watsalaloi02

อุโบสถสำเภาโต้คลื่น พระอุโบสถซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2516 เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศิลปไทยประยุกต์ เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (13 กัณฑ์)
ขอขอบคุณ http://www.touronthai.com/

อุโบสถวัดศาลาลอย

watsalaloi01

อุโบสถวัดศาลาลอย การเดินทางสู่วัดศาลาลอยแห่งนี้จากถนนใหญ่มีซอกซอยเล็กๆ เข้ามาลึกพอสมควรแต่ได้ป้ายบอกทางตลอดจนมาถึงเขตของวัด เนื่องจากประชาชนเดินทางมาไหว้พระในวัดศาลาลอยค่อนข้างมาก ทางวัดจึงมีลานจอดรถขนาดใหญ่อยู่นอกกำแพง แต่ในเขตวัดก็มีลานจอดรถให้เหมือนกันในวันที่มีคนมาไม่มากเราก็จอดในวัด สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือมณฑปรูปร่างลักษณะคล้ายปรางค์ที่เราจะเห็นกันในปราสาทหิน เป็นลักษณะไทยประยุกต์มีศิลปะแบบขอมผสมผสานกันอยู่ เป็นที่ตั้งของรูปท้าวสุรนารี หรือ คุณหญิงโม หรือย่าโม ที่เราเรียกขานกัน ต่อจากนั้นมีอาคารสูงใหญ่แต่ดูด้านข้างจะไม่กว้างถ้าเทียบกับความสูง นี่คืออุโบสถวัดศาลาลอย เป็นศิลปะไทยประยุกต์ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผา ก่อนที่เราจะเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ จะกล่าวถึงประวัติของที่มาของชื่อศาลาลอย กันสักนิดดังนี้
วัดศาลาลอยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองนครราชสีมา ด้านฝั่งขวาของลำตะคองห่าจากกำแพงเมืองประมาณ 400 เมตร มีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมานานกว่า 100 ปี โดยท่านท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) กับพระยาปลัดทองคำ (พระยามหิศราธิบดี) ผู้เป็นสวามีเป็นผู้สร้าง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2370
เหตุที่มาของชื่อวัดศาลาลอย
ท่านท้าวสุรนารี พอเสร็จศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์แล้วได้ยกทัพกลับเข้าเมืองนครราชสีมา และได้แวะพักอยู่นอกเมืองก่อน (ปัจจุบันเป็นวัดท่าตะโก) ท่านท้าวสุรนารีได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทาย ลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด แล้วจะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ แพอธิษฐานของท่านท้าวสุรนารีได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง อันเป็นที่ตั้งวัดศาลาลอยในปัจจุบัน อาศัยเหตุนี้ท่านจึงตั้งชื่อวัดที่ท่านสร้างขึ้นว่า “วัดศาลาลอย”
ขอขอบคุณ http://www.touronthai.com/

วัดศาลาลอย

วัดศาลาลอย อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370 จุดเด่นของวัดอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2516 เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศิลปไทยประยุกต์ เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (13 กัณฑ์)

ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร หน้าประตูอุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี

การเดินทาง อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ 500 เมตร วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล

ขอขอบคุณ http://www.touronthai.com/

ขอพรเสริมมงคลชีวิตที่ วัดศาลาลอย นครราชสีมา

lao2

พุทธศักราชใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาเพียงไม่กี่วันนี้คงเป็นช่วงที่ชาวไทยพุทธส่วนใหญ่ออกไปทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต วันนี้เราเลยขอเสนออีกสถานที่ที่หมอดูชื่อดังอย่าง อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ ได้แนะนำให้ผู้ที่เกิดให้ราศีเมถุน ราศีกรกฎ ราศีสิงห์ ราศีตุลย์ ราศีพิจิก ราศีมังกรและราศีมีน เดินทางไปสักการะเพื่อเสริมดวงชะตา ซึ่งนั่นได้แก่ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา นั่นเอง

วัดศาลาลอย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงของตัวเมือง ตำบลโพธิ์กลาง จังหวัดนครราชสีมา โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ 500 เมตร อยู่ติดกับแม่น้ำลำตะคองที่ไหลผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปสู่แม่น้ำมูล

โดยวัดนี้มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ในปี พ.ศ.2370 เมื่อครั้งท้าวสุรนารี หรือย่าโม เสร็จศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ย่าโมและท่านพระยาปลัด สามีได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และสั่งให้ทหารทำแพเสี่ยงทายเป็นรูปศาลาเพื่อนำไปลอยน้ำตามลำตะคอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพนี้ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด จะสร้างวัดตรงนั้นไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคองจึงได้มีการสร้างพระอุโบสถเป็นวัดศาลาลอยในปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อย่าโมได้ถึงแก่อสัญกรรมลงด้วยอายุ 81 ปี พระยาปลัด สามีของท่านก็ได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิและมีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้เป็นอนุสรณ์ให้ชาวโคราชได้เข้าสักการะจนถึงปัจจุบัน

Read more »

วัดศาลาลอย

วัดศาลาลอย ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นภายหลังจากรบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2370 [1]ซึ่งได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีขึ้นภายในวัด ภายหลังที่ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว จุดเด่นของวัดนี้ อยู่ที่อุโบสถหลังใหม่ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ปี พ.ศ. 2516 และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระเจ้าเปิดโลก ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดก (13 กัณฑ์) ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร พระนามว่า”พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์” หน้าประตูอุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี

ความเป็นมา
วัดศาลาลอย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวโคราชเคารพนับถือเป็นอย่างมากเป็นเวลากว่า 200 ปี เมื่อครั้งท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม เสร็จศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิฐาน หากแพรูปศาลานี้ ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สร้างพระอุโบสถ เป็นวัดศาลาลอยในปัจจุบัน และยังเป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีภายในวัด ท่านได้นมัสการพระประธาน และพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ อุโบสถหลังเก่า พร้อมชมศิลปะประยุกต์ อุโบสถเรือสำเภาประดับด้วยกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนด้วย วัดแห่งนี้จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวโคราชสืบมาจนถึงปัจจุบัน

Read more »

วัดพระนารายณ์มหาราช

ที่ตั้ง: 417/8, ถนนอัษฎางค์, ตำบลในเมือง, อำเภอเมืองนครราชสีมา, จังหวัดนครราชสีมา, 30000
โทรศัพท์: 044-269-321
รายละเอียด : วัดพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง ติดกลับศาลหลักเมือง เรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “วัดกลาง” หรือ”วัดกลางนคร” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ผู้ทรงสร้างคือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ในสมัยก่อนเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีต่างๆ อาทิ พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พิธีสวดเศกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวย ราชสมบัติ ปัจจุบันวัดพระนารยณ์ ยังมีศิลปะวัตถุุ พร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยา และปูชนียสถานภายในวัดประกอบด้วย พระอุโบสถที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด พระวิหารหลวงและเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัด

ขอขอบคุณ http://www.zeekway.com/

วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร

วัดพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง ติดกลับศาลหลักเมือง เรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “วัดกลาง” หรือ”วัดกลางนคร” โดยถือเอาสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ แล้วเรียกชื่อวัดอื่น ๆ ตามที่ตั้งอยู่ทิศต่าง ๆ ตามชื่อทิศ เช่น วัดบูรพ์(บูรพา) วัดอิสาน วัดพายัพ และวัดบึง วัดสระแก้ว รวม 6 วัด ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง โดยถือเอาวัดพระนารายณ์เป็นจุดศูนย์กลาง

วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร หรือ วัดกลาง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นผู้ทรงสร้างตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ในสมัยก่อนมีพิธีอย่างหนึ่งคือ พิธีที่ข้าราชการทุกแผนก จะต้องสาบานตนว่าตนจะต้องรับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พิธีนี้เรียกว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทางราชการได้ใช้วัดพระนารายณ์มหาราช เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี รวมทั้งให้เป็นสถานที่ทำพิธีสวดเศกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติ

เคยเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท่านท้าวสุรนารี ตรงมุมทิศพายัพของวัด ต่อมา พ.ศ. 2477 จึงได้ย้ายออกจากวัดไปประดิษฐานที่ประตูชุมพล จนทุกวันนี้

ในปัจจุบันวัดพระนารยณ์ ยังมีศิลปะวัตถุ พร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยา และปูชนียสถานภายในวัดประกอบด้วย พระอุโบสถที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด พระวิหารหลวงและเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัด

Read more »

. . . . . . .
. . . . . . .