วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม–สถาปัตยกรรมที่สำคัญ

wat-ben3

พระอุโบสถ ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนทั้งหลัง อาคารทรงจัตุรมุข มีมุขเด็จยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาซ้อนกัน 5 ชั้นมุงกระเบื้องกาบูสีเหลือง ลักษณะเป็นกาบโค้ง กระเบื้องเชิงชายเทพพนม มีระเบียงคดล้อมรอบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทอง หน้าบันแกะสลักด้วยไม้ลงรักปิดทองประดับกระจก หน้ามุขเด็จ ด้านหน้าเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ส่วนมุขเด็จด้านหลังเป็นรูปอุณาโลมประดับกระจก หน้าบันด้านอื่นๆ เป็นรูปต่างๆไม่ซ้ำกัน ฝาผนังภายในเขียนภาพลายไทยเทพพนมทรงข้าวบิณฑ์สีเหลืองตลอดถึงเพดาน บนขื่อทั้งหมดมีภาพเขียนลายทองรดน้ำ เพดานประดับดาวกระจาย ซุ้มหน้าต่างเป็นเรือนแก้วฐานเท้าสิงห์ บานประตู 3 ด้าน จำหลักโลหะภาพนูน ด้านหน้าเป็นภาพมารผจญ ด้านเหนือเป็นภาพเจดีย์จุฬามณี ด้านใต้เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ ที่ซุ้มมุขด้านตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทอง เป็นพระพุทธรูปที่หล่อจากเศษทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราชจำลองเรียกกันทั่วไปว่า “หลวงพ่อธรรมจักร”

พระประธาน ในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อเมื่อปี 2444 เป็นพระนั่งสมาธิราบ ปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย จำลองจากองค์จริงที่จังหวัดพิษณุโลกคือ พระพุทธชินราช

พระระเบียงคด ลักษณะเป็นมุขกระสันต่อจากมุขพระอุโบสถด้านทิศใต้โอบไปทางตะวันตกมาจรดมุขด้านหน้า พื้นระเบียงปูหินอ่อนตัดเป็นลายตลอด เสากลมหินอ่อนทั้งแท่ง 64 ต้น เสาเหลี่ยมประกบแผ่นหินอ่อน 28 ต้น ปลายเสาปั้นบัวปิดทองประดับกระจก ขื่อทั้งหมดลงรักปิดทองลายรดน้ำ เพดานในล่องชาดประดังดาว 610 ดวง มุขกลางเป็นจตุรมุข ผนังด้านในถือปูนด้านนอกประดับหินอ่อนตลอด และทำหน้าต่างลูกมะหวดเป็นระยะๆ รอบพระระเบียง ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทอง หน้าบันต่างๆ ลงรักปิดทองประดับกระจกเป็นลวดลายจำหลัก ตราประจำกระทรวงต่างๆ สมัยรัชกาลที่ 5 รวม 10 กระทรวง ใต้หน้าบันนอกจากที่ตรงประตูมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปรวม 4 องค์ มีพระพุทธรูปโบราณปางและสมัยต่างๆ ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯนำมาถวาย ประดิษฐานบนแท่นปั้นลาย ลงรักปิดทองเรียงรายไปตามพระระเบียง ปัจจุบันมี 52 องค์ สลับอิริยาบถนั่งและยืน จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปโบราณต่างๆ

พระที่นั่งทรงผนวช เดิมอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวชในปี 2416 ต่อมาโปรดให้รื้อมาสร้างถวายวัดเบญจมบพิตร ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

พระที่นั่งทรงธรรม สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา โปรดให้สร้างเพื่ออุทิศถวายเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2445 พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระประสงค์ใช้เป็นที่ประทับทรงศีลในวัดอุโบสถ

พระวิหาร ส.ผ. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี 2445 เพื่อใช้เป็นหอพระธรรมมีชื่อว่า หอสมุดพุทธสาสนสังคหะ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนรสิงห์จำลอง พระฝาง และพระพุทธรูปโบราณต่างๆ

ศาลาหน้าพระอุโบสถ จำนวน 2 หลัง สร้างขึ้นเมื่อปี 2422 เป็นศาลาจตุรมุข

ศาลาสี่สมเด็จ เป็นแบบจตุรมุข หน้าบันจำหลักลายและตราต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2443 ด้วยทุนทรัพย์ของสมเด็จ 4 พระองค์ คือ
1.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจำหลักตรา พระเกี้ยว ที่หน้าบันทิศเหนือ
2.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์จำหลักตรา จันทรมณฑล ที่หน้าบันทิศตะวันออก
3.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีกรมพระจักรพรรดิพงศ์ จำหลักตรา จักร ที่หน้าบันทิศใต้
4.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จำหลักตรา สุริโยทัย ที่หน้าบันทิศตะวันตก

ศาลาบัณณรศภาค สร้างเมื่อปี 2444 เพื่อใช้เป็นโรงฉัน ด้วยทุนทรัพย์ของพระบรมวงศานุวงศ์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณส่วนหนึ่งและเป็นที่บำเพ็ญกุศลในโอกาสต่างๆ

ศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์ เป็นอาคารชั้นเดียวสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ในอภิลักขิตสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยราชสมบัติครบรอบ 100 ปี ที่มุขด้านหน้าประดิษฐานพระบรมรูปของ สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า

ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ เป็นศาลาอเนกประสงค์อาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องสมาธิ ห้องสำนักงานต่างๆ

พิพิธภัณฑ์พระอนุสรณ์ อ.ป.ก. เป็นตึก 2 ชั้น รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างถวายเป็นที่รับรองพระสงฆ์มาจากต่างประเทศ เมื่อคราวฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เดิมชื่อ อาคันตุกาศรมปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องอัฐบริขารและของใช้ต่างๆ ของสมเด็จพระสังฆราช (ปรสต โสภณมหาเถร)

หอระฆังบวรวงศ์ เป็นหอสูง เป็นหอสูงมีมุข 2 ด้าน ประดับดัวยแผ่นหินอ่อน สร้างเมื่อปี 2445 ด้วยทุนทรัพย์ของพระราชวงศ์ที่นับเนื่องในพระราชวังบวร หน้าบันทั้ง 2 ด้าน ให้จำหลักตราพระราชลัญจกร พระนารายณ์ทรงปืน อันเป็นตราประจำในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และตราพระราชลัญจกร พระลักษณ์หรือพระอรชุนทรงหนุมาน ของสมเด็จพระมหาอุปราช ส่วนระฆังนำมาจากวัดบวรสถานสุทธาวาส ในพระราชวังบวรสถานสุทธาวาส ในพระราชวังบวรสถานมงคล

ขอขอบคุณ http://www.lib.su.ac.th/

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .